การให้ค่าตอบแทนตามผลงาน (Pay for Performance) คืออะไรกันแน่

ช่วงนี้คงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องของ การจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Pay for Performance หรือ P4P ตามหน้าหนังสือพิมพ์กันบ้างนะครับ เคยสงสัยหรือไม่ครับว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่

สำหรับภาคเอกชนแบบเราๆ ก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างกับคำๆ นี้ เพราะจริงๆ แล้วเราใช้การตอบแทนตามผลงานกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นเงินเดือนประจำปีตามผลงาน และการให้โบนัสพนักงานตามผลงานที่พนักงานทำได้ สองเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ P4P ซึ่งองค์กรภาคเอกชนก็ทำมาตลอด อาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มีปัญหาบ้าง แต่ก็ยังคงยึดถือผลงานของพนักงานเพื่อที่จะให้ค่าตอบแทน

โดยปกติเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน หรือ P4P นั้น เราจะอาศัยผลงานของพนักงานมาเป็นพื้นฐานว่าใครจะได้มากได้น้อย ก็อยู่ที่ผลงานที่พนักงานคนนั้นทำได้ แล้วเราก็ตอบแทนผลงานนั้น

การจะทำระบบ P4P ให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของผลงาน จะต้องมีระบบการพิจารณาผลงานที่ชัดเจน และวัดได้อย่างชัดเจน มิฉะนั้นแล้ว การตอบแทน ก็จะไม่เป็นไปตามผลงานอยู่ดี

พูดถึงเรื่องของผลงานแล้ว โดยทั่วไปผลงานของพนักงานจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ

ผลลัพธ์ของงานที่ออกมา (Outcome) ก็คือ ผลงานที่พนักงานทำได้ตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่ผลลัพธ์ของงานนี้ มักจะวัดเป็นตัวเลขชัดเจน (ย้ำว่า ส่วนใหญ่นะครับ เพราะมีบางงานอาจจะกำหนดชัดเจนไม่ได้ ด้วยลักษณะของงาน)
พฤติกรรมที่สอดคล้องกับผลงาน (Behavior) ส่วนที่สองที่เป็นตัวบอกผลงานของพนักงานได้ก็คือ พฤติกรรมที่พนักงานแสดงออก ว่ามีความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานหรือไม่ และเป็นพฤติกรรมที่ตรงกับที่องค์กรคาดหวังหรือไม่ แต่เรื่องของพฤติกรรมมักจะเป็นเรื่องที่วัดกันยากมาก แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเราสามารถให้ความรู้และผู้ประเมินให้มีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมแล้ว ก็ไม่ยากที่จะประเมิน
ศักยภาพของพนักงาน (Potential) ซึ่งก็คือ ความสามารถของพนักงานที่จะรับงานที่ยากขึ้นได้ในอนาคต สามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับองค์กรได้ มีความสามารถที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น
ปัจจัยทั้ง 3 ประการข้างต้นเป็นปัจจัยที่บอกถึงผลงานของพนักงานแต่ละคนได้ โดยทั่วไปแล้วพนักงานแต่ละคนก็จะมีผลงานในแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป การที่เราจะจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน ก็ต้องพิจารณาถึงผลงานของพนักงานแต่ละคนในทั้ง 3 มุมให้ชัดเจน

นอกจากเรื่องของผลงานแล้ว ระบบ P4P ยังประกอบไปด้วย เรื่องของงบประมาณที่จะต้องใช้ในการให้รางวัลตามผลงานของพนักงานด้วย โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเราจะให้รางวัลตอบแทนผลงานของพนักงานจริงๆ ผลงานที่ออกมาจะต้องเป็นผลงานที่สามารถทำให้องค์กรมีรายได้ หรือมีกำไรมากขึ้นกว่าเดิม โดยองค์กรก็จะนำเอากำไรส่วนนี้มาแบ่งให้กับพนักงานตามผลงานที่ทำได้นั่นเอง

ในระยะหลังๆ การให้ P4P ในภาคธุรกิจ เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการนำเอาผลงานที่ได้มาชี้วัดกันจริงๆ จังๆ โดยเชื่อมโยงผลงานของพนักงานเข้ากับผลกำไรของบริษัทด้วย ซึ่งเราเรียกระบบนี้ว่า ระบบ Incentive

ระบบ Incentive ตามผลงานนั้น ถือเป็นระบบ P4P ที่ตรงตัวมากที่สุด เพราะตอบแทนตามผลงานที่พนักงานทำได้จริงๆ ใครอยากได้ค่าตอบแทนในส่วนนี้มากๆ ก็ต้องสร้างผลงานให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้นด้วย

ยิ่งในสองปีที่ผ่านมา ที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นายจ้างต้องการผลงานที่ชัดเจน เพื่อให้คุ้มกับค่าจ้างที่จ่ายไป เรื่องของระบบ P4P จึงถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง มาครั้งนี้มาแบบจัดเต็มทีเดียวครับ กล่าวคือ มีการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน หรือมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจนมากๆ และพนักงานคนไหนที่สามารถทำได้ตามมาตรฐานผลงานที่กำหนดไว้ ก็จะได้ เงินค่าตอบแทนตามผลงานที่กำหนดไว้

ปกติแล้วเงิน Incentive จะถูกคำนวณจากอัตราผลกำไรที่ได้จากผลงานของพนักงาน แล้วนำเอากำไรที่ได้นี้มาแบ่งสรรปันส่วนเพื่อตอบแทนพนักงาน

ดังนั้นการที่องค์กรจะใช้ระบบ P4P แต่เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น อาจจะใช้ยากหน่อย โดยเฉพาะถ้าต้องเอามาเชื่อมโยงกับผลตอบแทนทางการเงินด้วย แปลว่า องค์กรจะต้องไปหาเงินในส่วนนี้มาจากแหล่งเงินอื่นๆ เพื่อนำมาจัดสรรให้กับพนักงานที่ทำผลงานดี แม้ว่าจะยากหน่อย แต่ก็ยังสามารถทำได้ แต่อาจจะไม่ได้เต็มที่เหมือนภาคเอกชนนั่นเองครับ.........


 มีนาคม 28, 2013 โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร http://prakal.wordpress.com/2013/03/28/การให้ค่าตอบแทนตามผลงา/

ความเป็นมา ของการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล

งานเวชระเบียน ได้รับการถ่ายโอนเรื่องการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล
จาก ฝ่ายประกันสุขภาพ มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 ในสมัยของ ผอ.ธนินทร์ พันธุเตชะ

เป็นงานที่ค่อนข้างท้าทายกับความสามารถของบุคลากรงานเวชระเบียนเพราะเราทำงานระบบ manual มาโดยตลอด เราเพิ่งรู้จักคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่นานมานี้เอง ค่อนข้างหนักหนาสาหัส สารพัดข้อร้องเรียน โดยเฉพาะการให้ผู้ป่วยต้องแสดงบัตรประชนทุกครั้งที่เข้ารับบริการ หากไม่แสดงบัตรประชาชน ตรวจรักษาได้ตามปกติ แต่สิทธิการรักษาเป็นชำระเงินเอง....สมัยนั้น เราเป็นอันดับ 1 ของข้อร้องเรียน....โชคดีผู้บริหาร ยังกรุณาเข้าใจ

-ผู้ป่วยทุกรายที่แสดงบัตรประชาชน  สิทธิที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว สามารถใช้สิทธิได้เลย สิทธิบัตรทอง รพ.ราชบุรี(91) ,สิทธิประกันสังคม รพ.ราชบุรี (34) สิทธิ ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ (20, 23) สิทธิข้าราชการจ่ายตรง (22)

-แต่ บางสิทธิที่ ไม่ได้ระบุ รพ.ราชบุรี (นอกเขต ต่างจังหวัด ) เราตรวจแล้วว่าเป็นผู้ป่วยใช้สิทธิอะไร แต่การที่จะสามารถใช้สิทธิได้หรือไม่นั้น ต้องติดต่อ ฝ่ายประกันสุขภาพ (ห้อง 29) อีกครั้ง ทำให้ผู้ป่วยต้องติดต่อหลายจุดบริการ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 งานเวชระเบียน จึงได้รับการถ่ายโอนงาน 2 งาน คือ

1.เรื่องการตรวจสอบและอนุมัติใช้สิทธิ์ บัตรทองนอกเขต ต่างจังหวัดและบัตรทองผู้พิการ รับโอนจากฝ่ายประกันสุขภาพ โดยต้องตรวจสอบหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นทางว่า
-ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลตรงตามสิทธิที่ตรวจพบในฐานข้อมูล สป.สช.หรือไม่...
-ใบส่งตัวหมดอายุหรือยัง
-ใบส่งตัว ตรงตามโรคที่ผู้ป่วยเป็นหรือไม่
- จัดทำชุดเรียกเก็บ ให้เลย


สมัยก่อน ผู้ป่วยที่เตรียมเอกสารมาไม่ครบ ผู้ป่วยต้องละจากแถวที่ค่อนข้างยาว ไปหาที่ถ่ายเอกสารเอง....แต่เราไม่ทำเช่นนั้น ขอเครื่องถ่ายเอกสารมาประจำที่หน่วยทะเบียน Refer เพื่อจัดระบบ One Stop Service ของระบบตรวจสอบสิทธินอกเขต/ต่างจังหวัด แรก ๆ ได้มา 1 เครื่อง เมื่อใช้งานมาก ก็ย่อมเสียเป็นธรรมดา ขอเพิ่มอีก 1 เครื่อง บรรเทาได้มาก ค่าธรรมเนียม 1 บาท เท่ากันแต่ไม่ต้องเดิน สะดวกขึ้น ลดระยะเวลาได้จริง
- เวลาทำงาน ของหน่วยนี้ 7.45-16.30 ไม่หยุดพักเที่ยง มากกว่า 8 ขั่วโมง ไม่มี OT
ณ วันนี้ สิทธิ บัตรทอง 100% เป็นหน้าที่ของเรา

2.เรื่อง การลงทะเบียน Refer รับโอนจาก ฝ่ายเวชกรรมสังคม เป็นการรับดำเนินการเกือบทั้งหมดของระบบ Refer ......Refer in , Refer back  และ Refer out (Refer out ดำเนินการได้เฉพาะการให้รหัสโรคเท่านั้น  เพราะต้องมีการรับผิดชอบในเรื่องของค่าใช้จ่าย) ...ลงทะเบียนรับ ลงทะเบียนตอบกลับ ให้รหัสโรค และจัดส่งเอกสารใบ Refer กลับ รพ.ต้นทาง

ซึ่ง ทั้ง 2 งาน ลังเลและตัดสินใจอยู่นาน
เพราะเรามองว่า ไม่น่าจะใช่ภาระหน้าที่หลักของงานเวชระเบียน และที่สำคัญเราจะทำได้รึป่าว  ในที่สุดก็พ่ายคำนี้ "ผมมั่นใจว่าคุณทำได้"  และก็เป็นไปตามคาด "ยุ่งและเยอะ" จริง

โดน น้องเวชฯ คนหนึ่ง Comment ว่า "เราใช้ จพ.เวชฯ มาถ่ายเอกสาร" ค่อนข้างเสียใจนะกับมุมมองนี้  แต่ก็มีน้องๆ อีกหลายคนบอกว่า "ทำไปเถอะ พี่เหม่ง เพื่อคนไข้ เราพร้อมจะเดินไปด้วยกัน"

แรก ๆ ก็แสนสาหัส เพราะเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ปริมาณมหาศาล และเมื่อมีข้อผิดพลาด ก็โดนต่อว่าประจำ ได้เด็กใหม่มา 2 ราย ซึ่งไม่เพียงพออย่างแน่นอน  ทำไงล่ะ...ลองผิด ลองถูก จัดระบบ โยกคนนั้น ดึงคนนี้ จากงานห้องบัตรนั่นแหล่ะ ที่ก็ยุ่งมากเช่นกัน  

และแล้วในที่สุด เราก็ผ่านพ้นมาด้วยดี
จากความร่วมแรงร่วมใจกันของน้อง ๆ งานเวชระเบียน รพ.ราชบุรี

จากวันนั้นถึงวันนี้ (1 เมษายน 2554 ถึง ปัจจุบัน) 
ข้อมูล Refer In ในโปรแกรม HOSxP  สองแสนกว่า Record 



ทำอย่างไรถึงได้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

ต่างจังหวัด ติดต่อลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพได้ที่
  • สถานีอนามัย (วัน - เวลาราชการ)
  • โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้าน (วัน - เวลาราชการ)
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (วัน - เวลาราชการ)
กรุงเทพมหานคร ติดต่อลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพได้ที่
  • สำนักงานเขตที่อยู่ใกล้บ้าน เปิดให้บริการในวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.
ใช้หลักฐานอะไรบ้าง
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า15ปี ใช้สำเนาสูติบัตร (ใบเกิด)
  2. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
  3. แบบคำร้องลงทะเบียนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ/ขอเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ (>>ดาวน์โหลด<<)
กรณีพักอาศัยไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน ให้แสดงหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
  1. สำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่ตนไปพักอาศัยอยู่ พร้อมหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน
  2. หนังสือรับรองของผู้นำชุมชน ซึ่งรับรองว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
  3. หนังสือรับรองของผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง
  4. เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น สัญญาเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำ ใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์บ้าน ฯลฯ ที่แสดงว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ จริง
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_nhso.aspx

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ กรณีส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง

  1. เข้ารับการรักษา ณ หน่วยบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ
  2. แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิทุกครั้ง พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาสูติบัตร (ใบเกิด))
  3. หากการรักษาพยาบาลครั้งนั้นเกินศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการปฐมภูมิจะพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพที่สูงกว่าตามภาวะความจำเป็นของโรค
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพกรณีประสบภัยจากรถ


ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ต่อเนื่องจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ หรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้จ่าย โดย
  1. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย (หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
  2. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • ติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อประสานหาเตียงรองรับ ในการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพต่อเนื่อง
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถของคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
หมายเหตุ : ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเรียกเก็บแทนผู้ประสบภัย http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพกรณีอุบัติเหตุทั่วไป

ผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่หน่วยบริการอื่นนอกเหนือหน่วยประจำครอบครัวได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

กรณีได้ประสบอุบัติเหตุทั่วไป
  1. ควรเข้ารับการรักษายังหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และอยู่ใกล้ที่สุด
  2. แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิพร้อมแสดงเอกสารประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด))

http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน

การวินิจฉัยว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ ดังนี้
  1. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายต่อผู้อื่น
  2. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรง ต้องรักษาเป็นการเร่งด่วน
  3. โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต
  4. โรคหรือลักษณะอาการของโรคที่คณะกรรมการกำหนด
ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาจากความดันโลหิต ชีพจร อาการของโรค การวินิจฉัยโรค แนวทางการรักษาและความเร่งด่วน ในการรักษารวมทั้งคำนึงถึงการรับรู้ของผู้รับบริการที่มีต่อการป่วยด้วย
แนวทางการใช้สิทธิ คือ
  1. เข้ารับการรักษากับหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุด
  2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)
หมายเหตุ :
  1. กรณีฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกเหนือหน่วยบริการประจำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  2. ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยทั่วไป

  1. เข้ารับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนทุกครั้ง
  2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน  หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า 
ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ทั้งนี้ ควรเข้ารับบริการในวัน เวลาราชการ หรือเวลาที่หน่วยบริการกำหนดไว้

http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx

Facebook Share