ช่วงนี้คงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องของ การจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Pay for Performance หรือ P4P ตามหน้าหนังสือพิมพ์กันบ้างนะครับ เคยสงสัยหรือไม่ครับว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่
สำหรับภาคเอกชนแบบเราๆ ก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างกับคำๆ นี้ เพราะจริงๆ แล้วเราใช้การตอบแทนตามผลงานกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นเงินเดือนประจำปีตามผลงาน และการให้โบนัสพนักงานตามผลงานที่พนักงานทำได้ สองเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ P4P ซึ่งองค์กรภาคเอกชนก็ทำมาตลอด อาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มีปัญหาบ้าง แต่ก็ยังคงยึดถือผลงานของพนักงานเพื่อที่จะให้ค่าตอบแทน
โดยปกติเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน หรือ P4P นั้น เราจะอาศัยผลงานของพนักงานมาเป็นพื้นฐานว่าใครจะได้มากได้น้อย ก็อยู่ที่ผลงานที่พนักงานคนนั้นทำได้ แล้วเราก็ตอบแทนผลงานนั้น
การจะทำระบบ P4P ให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของผลงาน จะต้องมีระบบการพิจารณาผลงานที่ชัดเจน และวัดได้อย่างชัดเจน มิฉะนั้นแล้ว การตอบแทน ก็จะไม่เป็นไปตามผลงานอยู่ดี
พูดถึงเรื่องของผลงานแล้ว โดยทั่วไปผลงานของพนักงานจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ
ผลลัพธ์ของงานที่ออกมา (Outcome) ก็คือ ผลงานที่พนักงานทำได้ตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่ผลลัพธ์ของงานนี้ มักจะวัดเป็นตัวเลขชัดเจน (ย้ำว่า ส่วนใหญ่นะครับ เพราะมีบางงานอาจจะกำหนดชัดเจนไม่ได้ ด้วยลักษณะของงาน)
พฤติกรรมที่สอดคล้องกับผลงาน (Behavior) ส่วนที่สองที่เป็นตัวบอกผลงานของพนักงานได้ก็คือ พฤติกรรมที่พนักงานแสดงออก ว่ามีความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานหรือไม่ และเป็นพฤติกรรมที่ตรงกับที่องค์กรคาดหวังหรือไม่ แต่เรื่องของพฤติกรรมมักจะเป็นเรื่องที่วัดกันยากมาก แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเราสามารถให้ความรู้และผู้ประเมินให้มีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมแล้ว ก็ไม่ยากที่จะประเมิน
ศักยภาพของพนักงาน (Potential) ซึ่งก็คือ ความสามารถของพนักงานที่จะรับงานที่ยากขึ้นได้ในอนาคต สามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับองค์กรได้ มีความสามารถที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น
ปัจจัยทั้ง 3 ประการข้างต้นเป็นปัจจัยที่บอกถึงผลงานของพนักงานแต่ละคนได้ โดยทั่วไปแล้วพนักงานแต่ละคนก็จะมีผลงานในแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป การที่เราจะจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน ก็ต้องพิจารณาถึงผลงานของพนักงานแต่ละคนในทั้ง 3 มุมให้ชัดเจน
นอกจากเรื่องของผลงานแล้ว ระบบ P4P ยังประกอบไปด้วย เรื่องของงบประมาณที่จะต้องใช้ในการให้รางวัลตามผลงานของพนักงานด้วย โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเราจะให้รางวัลตอบแทนผลงานของพนักงานจริงๆ ผลงานที่ออกมาจะต้องเป็นผลงานที่สามารถทำให้องค์กรมีรายได้ หรือมีกำไรมากขึ้นกว่าเดิม โดยองค์กรก็จะนำเอากำไรส่วนนี้มาแบ่งให้กับพนักงานตามผลงานที่ทำได้นั่นเอง
ในระยะหลังๆ การให้ P4P ในภาคธุรกิจ เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการนำเอาผลงานที่ได้มาชี้วัดกันจริงๆ จังๆ โดยเชื่อมโยงผลงานของพนักงานเข้ากับผลกำไรของบริษัทด้วย ซึ่งเราเรียกระบบนี้ว่า ระบบ Incentive
ระบบ Incentive ตามผลงานนั้น ถือเป็นระบบ P4P ที่ตรงตัวมากที่สุด เพราะตอบแทนตามผลงานที่พนักงานทำได้จริงๆ ใครอยากได้ค่าตอบแทนในส่วนนี้มากๆ ก็ต้องสร้างผลงานให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้นด้วย
ยิ่งในสองปีที่ผ่านมา ที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นายจ้างต้องการผลงานที่ชัดเจน เพื่อให้คุ้มกับค่าจ้างที่จ่ายไป เรื่องของระบบ P4P จึงถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง มาครั้งนี้มาแบบจัดเต็มทีเดียวครับ กล่าวคือ มีการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน หรือมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจนมากๆ และพนักงานคนไหนที่สามารถทำได้ตามมาตรฐานผลงานที่กำหนดไว้ ก็จะได้ เงินค่าตอบแทนตามผลงานที่กำหนดไว้
ปกติแล้วเงิน Incentive จะถูกคำนวณจากอัตราผลกำไรที่ได้จากผลงานของพนักงาน แล้วนำเอากำไรที่ได้นี้มาแบ่งสรรปันส่วนเพื่อตอบแทนพนักงาน
ดังนั้นการที่องค์กรจะใช้ระบบ P4P แต่เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น อาจจะใช้ยากหน่อย โดยเฉพาะถ้าต้องเอามาเชื่อมโยงกับผลตอบแทนทางการเงินด้วย แปลว่า องค์กรจะต้องไปหาเงินในส่วนนี้มาจากแหล่งเงินอื่นๆ เพื่อนำมาจัดสรรให้กับพนักงานที่ทำผลงานดี แม้ว่าจะยากหน่อย แต่ก็ยังสามารถทำได้ แต่อาจจะไม่ได้เต็มที่เหมือนภาคเอกชนนั่นเองครับ.........
มีนาคม 28, 2013 โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร http://prakal.wordpress.com/2013/03/28/การให้ค่าตอบแทนตามผลงา/
ความเป็นมา ของการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล
งานเวชระเบียน ได้รับการถ่ายโอนเรื่องการตรวจส อบสิทธิการรักษาพยาบาล
จาก ฝ่ายปร ะกันสุขภาพ มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 ในสมัยของ ผอ.ธนินทร์ พันธุเตชะ
เป็นงานที่ค่อนข้างท้าทายกับควา มสามารถของบุคลากรงานเวชระเบียน เพราะเราทำงานระบบ manual มาโดยตลอด เราเพิ่งรู้จักคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่นานมานี้เอง ค่อนข้างหนักหนาสาหัส สารพัดข้อร้องเรียน โดยเฉพาะการใ ห้ผู้ป่วยต้องแสดงบัตรประชนทุกครั้ งที่เข้ารับบริการ หากไม่แสดงบัตรประชาชน ตรวจรักษาได้ตามปกติ แต่สิทธิการรักษาเป็นชำระเงินเอ ง....สมัยนั้น เราเป็นอันดับ 1 ของข้อร้องเรียน....โชคดีผู้บริหาร ยังกรุณาเข้าใจ
-ผู้ป่วยทุกรายที่แสดงบัตรประชา ชน สิทธิที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว สามารถใช้สิทธิได้เลย สิทธิบัตรทอง รพ.ราชบุรี(91) ,สิทธิประกันสังคม รพ.ราชบุรี (34) สิทธิ ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ (20, 23) สิทธิข้าราชการจ่ายตรง (22)
-แต่ บางสิทธิที่ ไม่ได้ระบุ รพ.ราชบุรี (นอกเขต ต่างจังหวัด ) เราตรวจแล้วว่าเป็นผู้ป่วยใช้สิ ทธิอะไร แต่การที่จะสามารถใช้สิทธิได้ หรือไม่นั้น ต้องติดต่อ ฝ่ายประกันสุขภาพ (ห้อง 29) อีกครั้ง ทำให้ผู้ป่วยต้องติดต่อหลายจุดบริการ
ดังนั้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 งานเวชระเบียน จึงได้รับการถ่ายโอนงาน 2 งาน คือ
1.เรื่องการตรวจสอบและอนุมัติใช้สิทธิ์ บัตรทองนอกเขต ต่างจังหวัดและบัตรทองผู้พิการ รับโอนจากฝ่ายประกันสุขภาพ โดยต้องตรวจสอบหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบา
-ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลตรงตามสิท ธิที่ตรวจพบในฐานข้อมูล สป.สช.หรือไม่...
-ใบส่งตัวหมดอายุหรือยัง
-ใบส่งตัว ตรงตามโรคที่ผู้ป่วยเป็นหรือไม่
- จัดทำชุดเรียกเก็บ ให้เลย
สมัยก่อน ผู้ป่วยที่เตรียมเอกสารมาไม่ครบ ผู้ป่วยต้องละจากแถวที่ค่อนข้าง ยาว ไปหาที่ถ่ายเอกสารเอง....แต่เรา ไม่ทำเช่นนั้น ขอเครื่องถ่ายเอกสารมาประจำที่ห น่วยทะเบียน Refer เพื่อจัดระบบ One Stop Service ของระบบตรวจสอบสิทธินอกเขต/ ต่างจังหวัด แรก ๆ ได้มา 1 เครื่อง เมื่อใช้งานมาก ก็ย่อมเสียเป็นธรรมดา ขอเพิ่มอีก 1 เครื่อง บรรเทาได้มาก ค่าธรรมเนียม 1 บาท เท่ากันแต่ไม่ต้องเดิน สะดวกขึ้น ลดระยะเวลาได้จริง
- เวลาทำงาน ของหน่วยนี้ 7.45-16.30 ไม่หยุดพักเที่ยง มากกว่า 8 ขั่วโมง ไม่มี OT
- ณ วันนี้ สิทธิ บัตรทอง 100% เป็นหน้าที่ของเรา
-ใบส่งตัวหมดอายุหรือยัง
-ใบส่งตัว ตรงตามโรคที่ผู้ป่วยเป็นหรือไม่
- จัดทำชุดเรียกเก็บ ให้เลย
สมัยก่อน ผู้ป่วยที่เตรียมเอกสารมาไม่ครบ
- เวลาทำงาน ของหน่วยนี้ 7.45-16.30 ไม่หยุดพักเที่ยง มากกว่า 8 ขั่วโมง ไม่มี OT
- ณ วันนี้ สิทธิ บัตรทอง 100% เป็นหน้าที่ของเรา
2.เรื่อง การลงทะเบียน Refer รับโอนจาก ฝ่ายเวชกรรมสังคม เป็นการรับดำเนินการเกือบทั้งหมดของระบบ Refer ......Refer in , Refer back และ Refer out (Refer out ดำเนินการได้เฉพาะการให้รหัสโรคเท่านั้น เพราะต้องมีการรับผิดชอบในเรื่องของค่าใช้จ่าย) ...ลงทะเบียนรับ ลงทะเบียนตอบกลับ ให้รหัสโรค และจัดส่งเอกสารใบ Refer กลับ รพ.ต้นทาง
ซึ่ง ทั้ง 2 งาน ลังเลและตัดสินใจอยู่นาน
เพราะเรามองว่า ไม่น่าจะใช่ภาระหน้าที่หลักของงานเวชระเบียน และที่สำคัญเราจะทำได้รึป่าว ในที่สุดก็พ่ายคำนี้ "ผมมั่นใจว่าคุณทำได้" และก็เป็นไปตามคาด "ยุ่งและเยอะ" จริง
เพราะเรามองว่า ไม่น่าจะใช่ภาระหน้าที่หลักของงานเวชระเบียน และที่สำคัญเราจะทำได้รึป่าว ในที่สุดก็พ่ายคำนี้ "ผมมั่นใจว่าคุณทำได้" และก็เป็นไปตามคาด "ยุ่งและเยอะ" จริง
โดน น้องเวชฯ คนหนึ่ง Comment ว่า "เราใช้ จพ.เวชฯ มาถ่ายเอกสาร" ค่อนข้างเสียใจนะกับมุมมองนี้ แต่ก็มีน้องๆ อีกหลายคนบอกว่า "ทำไปเถอะ พี่เหม่ง เพื่อคนไข้ เราพร้อมจะเดินไปด้วยกัน"
แรก ๆ ก็แสนสาหัส เพราะเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ปริมาณมหาศาล และเมื่อมีข้อผิดพลาด ก็โดนต่อว่าประจำ ได้เด็กใหม่มา 2 ราย ซึ่งไม่เพียงพออย่างแน่นอน ทำไงล่ะ...ลองผิด ลองถูก จัดระบบ โยกคนนั้น ดึงคนนี้ จากงานห้องบัตรนั่นแหล่ะ ที่ก็ยุ่งมากเช่นกัน
และแล้วในที่สุด เราก็ผ่านพ้นมาด้วยดี
จากความร่วมแรงร่วมใจกันของน้อง ๆ งานเวชระเบียน รพ.ราชบุรี
จากความร่วมแรงร่วมใจกันของน้อง ๆ งานเวชระเบียน รพ.ราชบุรี
ข้อมูล Refer In ในโปรแกรม HOSxP สองแสนกว่า Record
ทำอย่างไรถึงได้สิทธิหลักประกันสุขภาพ
ต่างจังหวัด ติดต่อลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพได้ที่
- สถานีอนามัย (วัน - เวลาราชการ)
- โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้าน (วัน - เวลาราชการ)
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (วัน - เวลาราชการ)
กรุงเทพมหานคร ติดต่อลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพได้ที่
- สำนักงานเขตที่อยู่ใกล้บ้าน เปิดให้บริการในวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.
ใช้หลักฐานอะไรบ้าง
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า15ปี ใช้สำเนาสูติบัตร (ใบเกิด)
- สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
- แบบคำร้องลงทะเบียนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ/ขอเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ (>>ดาวน์โหลด<<)
กรณีพักอาศัยไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน ให้แสดงหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
- สำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่ตนไปพักอาศัยอยู่ พร้อมหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน
- หนังสือรับรองของผู้นำชุมชน ซึ่งรับรองว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
- หนังสือรับรองของผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง
- เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น สัญญาเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำ ใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์บ้าน ฯลฯ ที่แสดงว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ จริง
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_nhso.aspx
วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ กรณีส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง
- เข้ารับการรักษา ณ หน่วยบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ
- แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิทุกครั้ง พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาสูติบัตร (ใบเกิด))
- หากการรักษาพยาบาลครั้งนั้นเกินศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการปฐมภูมิจะพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพที่สูงกว่าตามภาวะความจำเป็นของโรค
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพกรณีประสบภัยจากรถ
ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ต่อเนื่องจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ หรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้จ่าย โดย
- เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ
- แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย (หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
- หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
- เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ
- แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
- ติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อประสานหาเตียงรองรับ ในการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพต่อเนื่อง
- หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถของคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
หมายเหตุ : ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเรียกเก็บแทนผู้ประสบภัย http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพกรณีอุบัติเหตุทั่วไป
ผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่หน่วยบริการอื่นนอกเหนือหน่วยประจำครอบครัวได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
กรณีได้ประสบอุบัติเหตุทั่วไป
- ควรเข้ารับการรักษายังหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และอยู่ใกล้ที่สุด
- แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิพร้อมแสดงเอกสารประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด))
วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน
การวินิจฉัยว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ ดังนี้
- โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายต่อผู้อื่น
- โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรง ต้องรักษาเป็นการเร่งด่วน
- โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต
- โรคหรือลักษณะอาการของโรคที่คณะกรรมการกำหนด
ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาจากความดันโลหิต ชีพจร อาการของโรค การวินิจฉัยโรค แนวทางการรักษาและความเร่งด่วน ในการรักษารวมทั้งคำนึงถึงการรับรู้ของผู้รับบริการที่มีต่อการป่วยด้วย
แนวทางการใช้สิทธิ คือ
- เข้ารับการรักษากับหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุด
- แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)
หมายเหตุ :
- กรณีฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกเหนือหน่วยบริการประจำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยทั่วไป
- เข้ารับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนทุกครั้ง
- แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)
หมายเหตุ : ปัจจุบันมีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ทั้งนี้ ควรเข้ารับบริการในวัน เวลาราชการ หรือเวลาที่หน่วยบริการกำหนดไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



