ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร

 


ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA : Personal Data Protection Act) 

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ 

ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data)

ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เป็นต้น 

ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปจะต้องเก็บเท่าที่จำเป็น และต้องได้รับความยินยอม

จากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data)

เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ลายนิ้วมือ เป็นต้น 

ซึ่งมีการควบคุมเข้มงวดกว่าข้อมูลทั่วไป พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์

เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ไม่ให้มีการนำข้อมูลไปใช้

โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือนำไปใช้ในทางมิชอบ โดยกำหนดให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือ

เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้

กับเจ้าของข้อมูลเท่านั้น หากต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กฎหมาย PDPA 

สามารถอ่าน สรุป PDPA ได้ที่  PDPA คืออะไร

ข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) คืออะไร มีอะไรบ้าง?

  1. ข้อมูลลายนิ้วมือหรือข้อมูลใบหน้า (Biometric data)
  2. ศาสนา (Religious)
  3. ข้อมูลสุขภาพ (Health)
  4. รสนิยมทางเพศ (Sexual orientation)
  5. ความคิดเห็นทางการเมือง (Political opinions)
  6. ข้อมูลพันธุกรรม (Genetic data)

“ซึ่งผมจะนิยามออกมาเป็น 2 แบบ สำหรับข้อมูลอ่อนไหว”

**เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนยาก หรือ เปลี่ยนไม่ได้ เช่น ข้อมูลลายนิ้วมือ (Biometric data) หรือ 

ตัวอย่าง: ผมเก็บข้อมูลลายนิ้วมือไว้กับบริษัทในการ scan ทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยใช้นิ้วโป้งขวา 

แต่ปรากฏว่าบริษัทนั้นทำข้อมูลของผมรั่วไหลออกไปในโลกออนไลน์หรือสาธารณะ 

แปลว่า ในชีวิตผมต่อไปจะไม่สามารถใช้นิ้วโป้งขวาในการยืนยันตัวตนหรือทำธุรกรรมในโลกออนไลน์ได้อีกเลย 

ผมอาจจะต้องใช้ลายนิ้วมืออื่นแทน เพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนลายนิ้วมือตัวเองได้นั่นเอง 

ข้อมูลใบหน้า (Face Recognized) ที่เราใช้ในการปลดล็อค smartphone เนี่ยแหละครับ

**เป็นข้อมูลที่จะทำให้เกิดอคติในสังคม ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่จะทำให้เกิดความลำเอียง (bias) 

ตัวอย่าง: ผมอาจจะไปสมัครงานกับบริษัทที่มีความซีเรียสกับศาสนาที่นับถือ หรือ 

เรื่องของพฤติกรรมทางเพศบางอย่างที่พอเวลาข้อมูลของเราหลุดไปแล้ว 

จะทำให้เจ้าของข้อมูลเกิดความขัดแย้งกับคนอื่น ๆในสังคมได้

อาจจะทำให้เจ้าของข้อมูลนั้นสูญเสียโอกาสในการดำเนินชีวิตไป 

เช่น ความคิดเห็นทางการเมือง, รสนิยมทางเพศ, ศาสนา

ข้อมูลส่วนบุคคล กับ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต่างกันอย่างไร?

สิ่งที่เหมือนกัน: องค์กร (ผู้ควบคุมข้อมูล หรือ Data Controller ) จะต้องมีการขอ ความยินยอม (consent) 

และ วัตถุประสงค์กับเจ้าของข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้มาไปใช้ หรือ เปิดเผย 

และเจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการขอ แก้ไข, เปลี่ยนแปลง, ลบ ได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่ต่างกัน: ข้อยกเว้นทางกฎหมายกับโทษที่จะได้รับนั้นแตกต่างกันซึ่งข้อมูลอ่อนไหวนั้น

จะยกเว้นได้ยากกว่าและมีโทษที่หนักกว่ามากกว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่มีความอ่อนไหว

ที่มา:https://t-reg.co/blog/t-reg-knowledge/what-is-personal-data/#:~:text=%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201%20%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%202565%20%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A3.%E0%B8%9A.%20%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5,(Credit%20Card%20Number)%20*%20%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%20(Phone%20number)



04.08.68

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้มีอะไรบ้าง


1.สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม

          ในกรณีที่ทางองค์กรมีการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ตัวเจ้าของข้อมูลก็จะมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมได้เช่นเดียวกัน และทั้งองค์กรจะต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เจ้าของข้อมูลนั้นร้องขอมา เพราะฉะนั้นการอ้างอิงฐานการขอความยินยอมในการใช้ข้อมูล จึงควรเป็นฐานสุดท้ายที่จะนำมาใช้อ้างอิง

2.สิทธิในการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

          เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับตนเองหรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลของตน แต่ก็สามารถปฏิเสธได้เมื่อการปฏิเสธนั้นเป็นไปตามคำสั่งศาลหรือกฎหมายหรือเป็นการขอที่เข้าข่ายอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

3.สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล

          เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิในการร้องขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้องหรือเป็นปัจจุบันสมบูรณ์และเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งการแก้ไขข้อมูลเพื่อเหตุผลดังกล่าวสามารถทำได้แม้เจ้าของข้อมูลจะไม่ได้ร้องขอ

4.สิทธิในการขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล

          เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิในการร้องขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลของตนเองได้ เมื่อมีการร้องขอมา ทางองค์กรจะต้องปฏิบัติตามโดยการลบข้อมูลหรือทำลายข้อมูล ตามที่เจ้าของข้อมูลได้มีการร้องขอมา องค์กรสามารถปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำร้องขอได้ถ้าเกิดว่าการร้องขอดังกล่าวขัดกับกฎหมายหรือฐานกฎหมายที่ใช้อ้างอิง เช่น ฐานเพื่อการดำเนินภารกิจของรัฐ หรือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ใช้ฐานเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือสาธารณสุข เป็นต้น

5.สิทธิในการขอโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล

          เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิในการขอโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลของตนไปยังหน่วยงานหรือองค์กรอื่นแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นข้อมูลที่รับจากเจ้าของข้อมูลโดยตรงและเป็นข้อมูลที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลหรือเป็นไปตามสัญญาระหว่างเจ้าของข้อมูลกับผู้ควบคุมข้อมูลเท่านั้น

6.สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

          เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นเป็นการเก็บรวบรวมจากฐานภารกิจของรัฐหรือฐาน เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือฐานการเก็บรวบรวมเพื่อการตลาด หรือเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์หรือสถิติเท่านั้น แต่ทางองค์กรสามารถปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลได้แต่จำเป็นจะต้องบันทึกเหตุผลที่ปฏิเสธเพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานเอาไว้ด้วย

7. สิทธิในการขอระงับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

          เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิในการระงับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้เป็นระยะเวลาชั่วคราว โดยส่วนมากแล้วเหตุผลของการระงับการประมวลผลก็มาจากข้อมูลส่วนบุคคลนั้นยังไม่ถูกต้อง หรือยังมีความผิดพลาดหรือมีข้อแก้ไข หรืออยู่ในระหว่างรอการตรวจสอบความถูกต้อง หรือการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 

ในกรณีที่ทางองค์กรจะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำร้องของเจ้าของข้อมูลจำเป็นจะต้องมีการแจ้งถึงเหตุผลในการปฏิเสธและบันทึกข้อมูลและเหตุผลในการปฏิเสธเอาไว้ด้วย

สรุป

          จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(PDPA) ฉบับนี้ ถูกสร้างมาเพื่อให้สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพราะเนื่องจากว่าที่ผ่านมาเจ้าของข้อมูลนั้นแทบจะไม่มีสิทธิ์ในการรับรู้ถึงการใช้ข้อมูลของตนเองทำให้เกิดการใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นไปตามที่เจ้าของข้อมูลนั้นต้องการ

          สุดท้ายนี้ ผู้ที่มีข้อมูลของผู้อื่นหรือเป็นผู้ควบคุมข้อมูล จึงจำเป็นจะต้องมีช่องทางการใช้สิทธิ์ให้กับเจ้าของข้อมูลด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วเจ้าของข้อมูลอาจจะทำการฟ้องร้องทางองค์กรทำให้เกิดความเสื่อมเสียทั้งทางด้านทรัพยากรและชื่อเสียงได้


ที่มา:https://openpdpa.org/datasubject/

04.08.68

การพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ (HA)

  สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ในปี พ.ศ. 2552 โดยมีบทบาทหน้าที่สำคัญตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์กร ในการดำเนินการเกี่ยวกับการประเมินระบบงานและการรับรองคุณภาพของสถานพยาบาล รวมทั้งกำหนดมาตรฐานของสถานพยาบาลเพื่อใช้เป็นแนวทางการประเมินการพัฒนาและการรับรองคุณภาพของสถานพยาบาล

       สถาบันได้มีการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินการพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล มาเป็นลำดับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2539, ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2543, ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2549, ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2560 และฉบับที่ 5 เมื่อตุลาคม 2564 ที่มีผลบังคับใช้เพื่อการประเมินรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565



01.08.68

OSCC

OSCC ย่อมาจาก one stop crisis center ภาษาไทยเรียกว่า ศูนย์พึ่งได้ มีหน้าที่ในการจัดบริการช่วยเหลือเด็ก สตรี และครอบครัวที่ถูกกระทำความรุนแรง

ปัญหาสังคมที่ OSCC ให้การดูแล

1.  การตั้งครรภ์ไม่พร้อม ไม่จำกัดอายุ วัยรุ่น หรือพ่อแม่ไม่พร้อมจะมีบุตร อาจเพราะปัญหาสุขภาพ ปัญหาความยากจน หรือปัญหาสังคมหลาย ๆ อย่างที่มีความทับซ้อน

2.  ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

3.  เรื่องความรุนแรงในครอบครัว

4.  ปัญหายาเสพติด

5.  บุคคลเร่ร่อน ไร้ที่พึ่ง

6.  ปัญหาบุคคลขอทาน

7.  ปัญหาเด็กและเยาวชน

8.  ปัญหาบุคคลสูญหาย จะมีการประสานงานติดต่อกับมูลนิธิต่าง ๆ เช่น มูลนิธิกระจกเงา

9.  ปัญหาผู้สูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ถูกละเลย ถูกกระทำความรุนแรง

10.  ปัญหาคนพิการ

แนวคิดการจัดบริการศูนย์ OSCC

เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ที่มีหลาย ๆ สาขาวิชาชีพเข้ามาทำงานด้วยกันเพื่อช่วยเหลือบุคคล ครอบครัวที่มีปัญหา เรื่องสุขภาพ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ กฎหมายต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้บริหารจะเกี่ยวข้องในแง่ของนโยบายในการอนุญาตให้มีการตั้งศูนย์ OSCC ในโรงพยาบาลศูนย์ มีการวางระบบในโรงพยาบาล โดยยุทธศาสตร์จะเป็นเรื่องการป้องกันเฝ้าระวังและพัฒนาระบบบริการให้รองรับเมื่อมีปัญหาหรือมีผู้ป่วยเข้ามา มีการฟื้นฟูสภาพ และบังคับใช้กฎหมายถ้าเป็นกรณีมีความผิดเกิดขึ้น เป็นองค์รวมในการดูแลคนไข้

การดำเนินงานเป็นลักษณะบูรณาการ มีหลายสาขาวิชาชีพ แพทย์หลายสาขา แพทย์นิติเวช กุมารแพทย์ จิตแพทย์ แพทย์สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่นทั้งในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล ได้แก่ นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด และมีการบูรณาการข้อมูลของบุคคลที่เข้ามารับบริการ ของคนไทยจะใช้เลข 13 หลักเชื่อมต่อฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ในการเชื่อมต่อเรื่องถิ่นที่อยู่ ตอนนี้กำลังพยายามขยายไปถึงบริการการรักษาว่ามีประวัติการรักษาอย่างไร เพื่อที่จะดูแลได้อย่างครบถ้วน ถ้ามีคดีความก็จะมีหน่วยงานด้านยุติธรรมเข้ามา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเป็นเรื่องของพ.ร.บ.ต่าง ๆ ที่เข้ามาควบคุม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือเป็นภารกิจ มีอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปดูแล เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเข้าไปทำอะไรกับประชาชน ต้องมีกฎหมายที่จะให้อำนาจหน้าที่ หรือให้สิทธิในการเข้าไปดูแลเขา รวมถึงกำหนดเรื่องการห้ามทำ และกำหนดบทบาทของแต่ละหน่วยงานว่ามีความรับผิดชอบอย่างไร

โรงพยาบาลหรือหน่วยงานของสาธารณสุขก็จะเป็นหน่วยหนึ่งที่เข้ามาให้การบริการเรื่องผ่าน OSCC

ความรุนแรงเด็ก สตรี และคนในครอบครัว

ความรุนแรงในเด็ก สตรี และครอบครัว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1.  ความรุนแรงระหว่างคู่สามี-ภรรยา

2.  ความรุนแรงหรือกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก

3.  ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ

4.  ความรุนแรงต่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย อาจพบไม่มากเท่า 2-3 กลุ่มแรก เนื่องจากกลุ่มคนพิการอยู่ในภาวะพึ่งพาค่อนข้างสูง บางครั้งไม่สามารถเรียกร้อง หรือแสดงออกได้ว่าเขาถูกทำรุนแรง ก็อาจเป็นกลุ่มที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคม


ที่มา:https://oscc.consulting/media/166

30.07.68

ความแตกต่างของ "ใบรับรองแพทย์" และ "ใบความเห็นแพทย์"

 พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา อธิบายถึงความแตกต่างของใบรับรองแพทย์และใบความเห็นแพทย์ว่า หลักฐานสำคัญทางการแพทย์ทั้ง 2 ประเภทนี้แตกต่างกัน

  • ใบรับรองแพทย์ เป็นการรับรองสุขภาพว่าปกติดี ใช้สำหรับใบขับขี่ สมัครงานหรือสมัครเรียน ลาป่วยและการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  • ใบความเห็นแพทย์ ใช้ในกรณีที่ป่วย สามารถให้ความเห็นในผู้ป่วยที่ดูแล หรือดูแลร่วมได้ โดยความเห็นต้องสอดคล้องกับหลักฐานและเวชระเบียนในการรักษาพยาบาล 

โดย ใบความเห็นแพทย์ โรงพยาบาลสามารถมอบหมายให้แพทย์ซึ่ง ไม่ได้ทำการรักษา สามารถออกใบความเห็นแพทย์ได้เช่นเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย เช่นกรณีแพทย์ผู้รักษา ไม่อยู่ ไปต่างประเทศหรือลาออกไปแล้ว หรือกรณีมีแพทย์รักษาหลายคนแต่มอบหมายให้ท่านใดท่านหนึ่งลงความเห็น รวมถึง ความเห็นทางนิติเวช ของผู้เสียชีวิต โดยต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามเวชระเบียน และสามารถตรวจสอบได้ กับหลักฐานของสถานพยาบาล ทั้งนี้ ใบความเห็นแพทย์ก็มีหลายระดับ ทั้งความเห็นแพทย์ทั่วไป เพื่อใช้ในการเบิกค่ารักษาและยา หรือเบิกประกัน ซึ่งจะโยงกับสิทธิต่าง ๆ ของผู้ป่วย และสามารถตรวจสอบได้ 

หากเป็นคดีความจะใช้ใบความเห็นแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นแพทย์นิติเวชที่รู้เรื่องกฎหมาย ช่วยให้ความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีอาญา คดีที่ถึงแก่ชีวิต คดีความทางเพศ หรือมีการละเมิดต่าง ๆ จะมีสถาบันนิติเวชวิทยาช่วยดูแล หากต้องใช้รับรองทางคดีและใช้ในชั้นศาลจะต้องมีสถาบันเฉพาะขึ้นมารับรอง กรณีที่ต้องการความเห็นเป็นพิเศษ โดยการออกความเห็นแพทย์ของแพทย์นิติเวชจะต้องออกตามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้กรณีแพทย์ออกความเห็นด้วยตนเอง ต้องรับผิดชอบต่อความเห็นดังกล่าว และต้องสามารถตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง ทางวิชาการได้ ส่วนหน่วยงานที่รับใบความเห็นแพทย์สามารถขอตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและสำเนาได้จากสถานพยาบาล ที่ออกเอกสาร ในการตรวจสอบความเห็นของใบความเห็นแพทย์ ต้องตรวจสอบ ตั้งแต่โรงพยาบาล ถูกต้องหรือไม่ เป็นแพทย์จริงหรือไม่ แพทย์เป็นผู้ลงความเห็น และลงนามเองหรือไม่ ข้อมูลความเห็นตรงกับสำเนาที่เก็บไว้ที่โรงพยาบาลหรือไม่ และตรงกับข้อมูลในเวชระเบียนหรือไม่ มีการถูกแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะตรวจสอบได้กับสถานพยาบาล ที่เป็นผู้ออกใบความเห็นแพทย์

นอกจากนี้ การแก้ไขหรือปลอมแปลงใบความเห็นแพทย์ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย หากสงสัยความสุจริตของใบรับรอง หรือ ใบความเห็นแพทย์ ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เสียหาย สามารถกล่าวหากล่าวโทษแพทย์ ให้แพทยสภาตรวจสอบมาตรฐานการออกความเห็นทางจริยธรรมได้ ตามข้อบังคับจริยธรรมแพทยสภาอย่างไรก็ตาม หากสงสัยความสุจริตของใบรับรอง หรือ ใบความเห็นแพทย์ ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เสียหาย สามารถกล่าวหากล่าวโทษแพทย์ ให้แพทยสภาตรวจสอบมาตรฐานการออกความเห็นทางจริยธรรมได้ ตามข้อบังคับจริยธรรมแพทยสภา

   




ที่มา:

https://www.pptvhd36.com/health/news/1634 

https://tmc.or.th/index.php/News/News-and-Activities/Medical_Certificate


22.07.68