สิทธิบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ­

สิทธิบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ­  
       ขั้นตอนการใช้สิทธิ   
1. ใช้สิทธิที่โรงพยาบาลตามที่ระบุตามบัตร
 2. กรณีอุบัติเหตุ/ฉุกเฉิน ใช้สิทธิโรงพยาบาลอื่นไม่ได้ (ยกเว้นโรงพยาบาลตามบัตรรับผิดชอบ
 3. ใบส่งต่อ (กรณีบัตรโรงพยาบาลอื่น)
  
 2. เอกสาร ทร 38/1 หรือ บัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว
เอกสารประกอบแสดงการใช้สิทธิ 
1. บัตรสุขภาพแรงงานต่างด้าว
    

 สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
1. การตรวจรักษาโรคและฟื้นฟูสภาพทั่วไป
-  การตรวจวินิจฉัยบำบัดรักษารวมทั้งการดูแลทารกแรกเกิดตั้งแต่วันคลอดจนถึงอายุ 28 วัน การฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษา ตลอดจนการแพทย์ทางเลือกที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะ
-  การถอนฟัน (รวมถึงการผ่าหรือถอนฟันคุด) การอุดฟัน การขูดหินปูน
-  บริการอาหารและห้องผู้ป่วยสามัญ
-  ยาและเวชภัณฑ์ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ
-  การจัดส่งต่อเพื่อการรักษาระหว่างสถานพยาบาล
2. บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรคที่ได้รับการคุ้มครอง
-  การจัดให้มีและใช้สมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวในการดูแลสุขภาพแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
-  การตรวจและดูแลเพื่อส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ ตลอดจนการให้บริการ ดูแลหลังคลอด
-  การตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
-  การให้ยาต้านไวรัสเอดส์ กรณีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูก
-  การวางแผนครอบครัว
-  การเยี่ยมบ้าน (Home Visit) และการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care)
-  การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการในระดับบุคคลและครอบครัว
-  การให้คำปรึกษา (Couseling) สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ
-  การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก ได้แก่ การตรวจสุขภาพช่องปาก แนะนำด้านทันตสุขภาพ การให้ฟลูออไรด์เสริมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคฟันผุ
- การควบคุมป้องกันโรค  

สิทธิประโยชน์ที่ไม่คุ้มครอง
1. โรคจิต
2. การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาและสารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
3. ผู้ประสบภัยจากรถที่สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
4. ผู้ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานที่สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537
5. การรักษาภาวะมีบุตรยาก
6. การผสมเทียม
7. การผ่าตัดแปลงเพศ
8. การกระทำใดๆ เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
9. การตรวจ วินิจฉัย และรักษาใดๆ ที่เกินความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
10. โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทผู้ป่วยในเกิน 180 วันยกเว้นหากมีความจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
11. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
12. การรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยการล้างไต (Peritoneal Dialysis) และการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Haemodialysis)
13. ยาต้านไวรัสเอดส์ ยกเว้น กรณีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูก
14. การเปลี่ยนอวัยวะ (Organ Transplant)15.การทำฟันปลอม
ที่มา:ฝ่ายประกันสุขภาพ รพ.ราชบุรี


04.10.54

โรงพยาบาลราชบุรี เปิดรับสมัครแพทย์ "โครงการสุขใจใกล้บ้าน"

         โดยทำหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยโรคทั่วไป ที่คลินิกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราชบุรี สาขา หน้าเมือง (โรงเจประปา), สาขาพิกุลทอง, สาขาอ่างทอง, สาขาบ้านไร่ และสาขาเจดีย์หัก จำนวน ๕ อัตรา        ปฏิบัติงาน วันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๘.๓๐ -๑๖.๓๐ น.(ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยมีอัตราค่าตอบแทน ๖๐,๐๐๐ บาท/ เดือน ในกรณีที่ปฏิบัติงานเกินกว่า ๒๐ วัน จะได้รับค่าตอบแทน เพิ่มขึ้นอีก ๓,๐๐๐ บาท/วัน พร้อมสวัสดิการอาหารกลางวัน


          แพทย์ผู้สนใจ ขอเชิญสมัครได้ที่ นพ.ธนะบุญ ประสานนาม หัวหน้ากลุ่มงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราชบุรี โทร.๐๓๒-๗๑๙๖๐๐ ต่อ ๑๕๑๗ ในเวลาราชการ


21.09.54

ผู้ป่วยห้องพิเศษ

โดยทั่วไป “ห้องพิเศษ” ในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ จะมีอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้และแพทย์ประจำบ้านในหอผู้ป่วยพิเศษนั้นเข้าไปดูแลผู้ป่วย จะไม่มีอาจารย์แพทย์อื่นหรือแพทย์ประจำบ้านอื่นๆ หรือแพทย์ฝึกหัดหรือนักศึกษาแพทย์เข้าไปดูแลผู้ป่วยด้วยเลย และพยาบาลในหอก็จะเข้าไปดูผู้ป่วยน้อยมาก นอกจากจะจ้าง “พยาบาลพิเศษ” เฝ้าผู้ป่วยอยู่ในห้องโดยเฉพาะ จึงต้องมีญาติ 1 คนอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลาถ้าไม่มี “พยาบาลพิเศษ” เพราะถ้าผู้ป่วยจะเข้าห้องน้ำ หรือหกล้ม หรือเป็นลมหมดสติไป แพทย์และพยาบาลที่อยู่นอกห้องจะไม่ทราบเลย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด จึงไม่ค่อยมีแพทย์-พยาบาลเข้าไปดูผู้ป่วยบ่อยๆ นอกจากในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ผู้ป่วยอาการหนักซึ่งในกรณีเช่นนั้น มักจะต้องจ้าง “พยาบาลพิเศษ” ให้มาช่วยเฝ้าผู้ป่วย เนื่องจาก “หอผู้ป่วยพิเศษ” จะมีแพทย์และพยาบาลน้อยมาก
ผิดกับ “หอผู้ป่วยธรรมดา” ที่รับผู้ป่วยนอนรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีแพทย์และพยาบาลจำนวนมาก รวมทั้งอาจารย์แพทย์ อาจารย์พยาบาล ที่ต้องหมุนเวียนเข้าไปสอนแพทย์ประจำบ้าน แพทย์ฝึกหัด นักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาพยาบาล โดยผู้ป่วยแต่ละคนเปรียบเสมือน “อาจารย์” ให้แพทย์และพยาบาลได้ศึกษาและฝึกหัดการรักษาพยาบาลภายใต้การควบคุมของอาจารย์ (ซึ่งผู้ป่วยพิเศษจะไม่ได้รับโอกาสนี้)
ผู้ป่วยแต่ละคนจึงมีคนไปตรวจและไปดูแลเกือบตลอดเวลา อีกทั้งผู้ป่วยที่นอนอยู่เตียงข้างกันหรือใกล้กันก็จะช่วยดูและบ่อยครั้งก็จะคุยปรับทุกข์กัน ทำให้คลายเหงาและระบายความทุกข์ไปได้บ้าง เมื่อต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน
แต่ในผู้ป่วยบางคนไม่ยอมให้นักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัด/แพทย์ประจำบ้าน ตรวจรักษาตน ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ เพราะในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ อาจารย์แพทย์จะมีเวลามาตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรงตลอดเวลาน้อยมาก และจะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากกว่าการยอมให้นักศึกษาแพทย์และแพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้านได้ดูแลผู้ป่วย
การอยู่ใน “หอผู้ป่วยธรรมดา” จึงมักจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยอาการหนักมากกว่าใน “หอผู้ป่วยพิเศษ” หรือใน “ห้องพิเศษ” ดังตัวอย่างกรณีผู้ป่วยรายนี้ที่เข้าไปอยู่ในห้องพิเศษ แล้วไม่มีแพทย์สนใจเข้าไปดูแลอย่างเพียงพอ   : นพ.สันต์ หัตถึรัตน์


http://www.elib-online.com/doctors50/med_patent100.html


15.09.54