ระบบเวชระเบียน call center


หมายถึง การบริการเวชระเบียนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้ระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ผนวกกับการให้บริการของงานเวชระเบียน เช่น

  1.  แนะนำขั้นตอนการรับบริการ
  2. การขอทำเวชระเบียนใหม่
  3. การตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล
  4. การแก้ไขสิทธิการรักษาพยาบาล
  5. แนะนำเรื่องเอกสารที่จำเป็นสำหรับการใช้สิทธิการรักษาพยาบาล ฯลฯ

  ***ให้บริการเฉพาะ ในวันและเวลาราชการ  โทรศัพท์ 032-719600 ต่อ 1740
                                                                                                                                                         

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกันคนต่างด้าว

คนต่างด้าว หมายถึง บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
ทำงาน หมายถึง การทำงานโดยใช้กำลังกายหรือความรู้ด้วยประสงค์ค่าจ้าง หรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม
ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตทำงาน
ผู้รับใบอนุญาต หมายความว่า  คนต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาต
ลูกจ้าง  หมายความว่า  ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 13 (1) และ (2) และมาตรา 14 ให้ทำงานที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 15 (เป็นลูกจ้างที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นประกันค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างกลับออกไปนอกราชอาณาจักร)

 ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 9 หมายความว่า  คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตาม กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  จำแนกเป็น 4 ประเภท ดังนี้  
    (1)  ประเภททั่วไป  หมายถึง คนต่างด้าวที่เป็นแรงงานที่มีทักษะและทำงานอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างสูง หรืออาจ ถูกส่งมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือเข้ามาทำงานชั่วคราวในงานที่ต้องใช้ทักษะ และเทคโนโลยีชั้นสูง  เป็นความต้องการผู้ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน มีความชำนาญเฉพาะด้าน หรือมีความสามารถ ทางการสื่อสาร (ภาษา) ที่ยังหาคนไทยที่มีความสามารถ  หรือมีความชำนาญเข้ามาร่วมงานไม่ได้  หรือเป็นการเข้ามา ทำงานในกิจการที่ตนเองลงทุน หรือกิจการของคู่สมรส หรือกิจการที่ร่วมลงทุน  เป็นต้น  ส่วนใหญ่ทำงานในกิจการ ดังนี้
       -  กิจการที่มีการลงทุนตั้งแต่  2 ล้านขึ้นไป
       -  กิจการที่มีการลงทุนมากกว่า  30 ล้านขึ้นไป
       -  มูลนิธิ/สมาคม/องค์การเอกชนต่างประเทศ  

    (2)  ประเภทเข้ามาทำงานอันจำเป็นเร่งด่วน หมายถึง คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นงานที่ต้องดำเนินการโดยทันทีทันใด หากไม่เร่งดำเนินการอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินกิจการของบริษัทหรือลูกค้าของบริษัท หรือส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยไม่มีแผนการดำเนินการล่วงหน้ามาก่อน และต้องเข้ามาทำงานนั้น ในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน
    (3)  ประเภทตลอดชีพ  หมายถึง คนต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาตทำงานตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ที่ ๓๒๒ ข้อ ๑๐ (๑๐) มีสาระสำคัญว่า “ใบอนุญาตที่ออกให้แก่คนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตาม กฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองและทำงานอยู่แล้วก่อนวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ให้ใช้ได้ตลอดชีวิตของคนต่างด้าวนั้น เว้นแต่คนต่างด้าวจะเปลี่ยนอาชีพใหม่
    (4)  ประเภทข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานกับประเทศคู่ภาคี  ได้แก่
(4.1) พิสูจน์สัญชาติ หมายถึง แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับการจัดระบบตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ 7 ยุทธศาสตร์ โดยดำเนินการตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1. การจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าว หลักการคือ ปรับสถานภาพแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองให้เป็นแรงงานเข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย เปิดโอกาสให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าว มารายงานตัวเพื่อจัดส่งรายชื่อให้ประเทศต้นทางพิสูจน์ และรับรองสถานะ เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป โดยมติคณะรัฐมนตรีผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวระหว่างรอการส่งกลับ อนุญาตให้ทำงานได้ 2 งาน คือ งานกรรมกรและคนรับใช้ในบ้าน มีใบอนุญาตทำงานบัตรสีชมพู และต้องปรับเปลี่ยนสถานะโดยการพิสูจน์สัญชาติจาดเจ้าหน้าที่ประเทศต้นทางเพื่อรับเอกสารรับรองสถานะ ได้แก่ หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport)1 หรือเอกสารรับรองบุคคล (Certificate Of Identity)2 เป็นต้น และขออนุญาตทำงาน ได้รับใบอนุญาตทำงานเป็นชนิดบัตรสีเขียว
(4.2) แรงงานนำเข้า หมายถึง คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตามข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าวระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ภาคี (MOU) ปัจจุบันทำข้อตกลงกับประเทศ 2 ประเทศ คือ ลาว และกัมพูชา
ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11  หมายถึง  คนต่างด้าวซึ่งยังไม่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งนายจ้างยื่นคำขอรับใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียมแทน โดยเข้ามาทำงานที่มีทักษะและตำแหน่งค่อนข้างสูง หรืองานที่ต้องใช้ทักษะและเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นผู้ที่มีความสามารถหรือความชำนาญเฉพาะด้าน หรือมีความสามารถทางการสื่อสาร (ภาษา) ที่ยังหาคนไทยที่มีความสามารถหรือ มีความชำนาญเข้ามาร่วมงานไม่ได้ เมื่อเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ต้องดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานภายใน 30 วัน 
   ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 13 (1) และ (2)  หมายถึง คนต่างด้าว ต่อไปนี้  
     (1) คนต่างด้าวถูกเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศ และ ได้รับการผ่อนผันให้ไปประกอบอาชีพ ณ ที่แห่งใดแทนการเนรเทศหรืออยู่ในระหว่างรอการเนรเทศ
     (2) เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 14 หมายถึง คนต่างด้าวซึ่งมีภูมิลำเนาและเป็นคนสัญชาติของประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย  ถ้าได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง อาจได้รับอนุญาตให้ทำงานบางประเภทหรือลักษณะงานในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหรือตามฤดูกาลที่กำหนดได้ ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานภายในท้องที่ที่อยู่ติดกับชายแดนหรือท้องที่ต่อเนื่องกับท้องที่ดังกล่าว
ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12  หมายถึง คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายพิเศษ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และกฎหมายอื่น (พ.ร.บ. การนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น)
 
คนต่างด้าวประสงค์จะทำงานในประเทศไทย ต้องปฏิบัติดังนี้

1. คนต่างด้าวที่ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ประสงค์จะทำงานในประเทศไทย 
   1.1 ต้องไปติดต่อขอวีซ่า Non-Immigrant B  ณ สถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ
   1.2 กรณีไปขอวีซ่า Non-Immigrant แล้ว สถานทูตไทยต้องการหนังสือรับรองการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว
ให้นายจ้างดำเนินการยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ตามแบบคำขอ ตท.3 พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบแบบตามที่กำหนด  ณ สำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
             - ในเขตกรุงเทพมหานครให้ติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน
             - ในต่างจังหวัดติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด  ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
   1.3  นำหนังสือแจ้งผลพิจารณาอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ที่นายจ้างส่งให้ไปประกอบการยื่นขอวีซ่า Non-Immigrant B ที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ
   1.4  เมื่อคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วต้องไปติดต่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานตาม มาตรา 8 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร  พร้อมทั้งยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม  ดังนี้
             - สำเนา หนังสือเดินทาง  หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว  โดยถ่ายสำเนาทุกหน้าพร้อมรายการ แสดงการประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภทคนอยู่ชั่วคราว มิใช่ประเภทนักท่องเที่ยวหรือ ผู้เดินทางผ่าน พร้อมฉบับจริง
             - หนังสือแจ้งการพิจารณาอนุญาตให้เข้ามาทำงานได้ (ต้นฉบับ)
             - ใบรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  ซึ่งรับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว

 2. คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประสงค์จะทำงาน ทั้งในกรณีจะขออนุญาตทำงานครั้งแรก หรือ กรณีใบอนุญาตเดิมขาดต่ออายุจึงต้องขอใหม่
   2.1  คนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติ  ดังนี้
              - มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (มีหลักฐานในสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยมิใช่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว (Tourist  Visa) หรือผู้เดินทางผ่าน (Transit  Visa)
              - มีความรู้และความสามารถในการทำงานตามที่ขออนุญาต
              - ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคติดยาเสพติดให้โทษอย่างร้ายแรง โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซิฟิลิสในระยะที่ 3
              - ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต
   2.2  ต้องไปติดต่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานตามแบบคำขอ ตท. 2  พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอตามที่กำหนด ณ สำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
              - ในเขตกรุงเทพมหานครให้ติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน
              - ในต่างจังหวัดติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด  ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
http://wp.doe.go.th/practice

หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยใน

  • การบันทึกการรับคืนเวชระเบียนหลังการจำหน่าย
  • การค้นเวชระเบียนเพื่อการยืมของหน่วยต่างๆ
  • การให้รหัสโรคและหัตถการตามหลัก ICD-10 และ ICD-9CM
  • การบันทึกรหัสโรคและหัตถการ
  • การเก็บเวชระเบียนผู้ป่วยใน
  • การยืม-คืนเวชระเบียนผู้ป่วยใน
  • การ SCAN เอกสารเวชระเบียนผู้ป่วยใน
  • การทำลายเวชระเบียนผู้ป่วยใน

หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยนอก


  • แจกคิวและคัดกรองผู้ป่วย
  • จัดทำประวัติผู้ป่วย
  • ตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลจาก website
  • ตรวจสอบหลักฐานการใช้สิทธิ :หนังสือส่งตัว,บัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน
  • บันทึกส่งตรวจ/พิมพ์ใบสั่งยา
  • ค้นแฟ้มเวชระเบียน
  • ค้นแฟ้มเวชระเบียน ระบบนัดและโครงการต่างๆ
  • ให้รหัสโรคผู้ป่วยนอกตามหลัก  ICD-10
  • บันทึกรหัสโรคผู้ป่วยนอก
  • ส่งมอบบัตร ณ จุดตรวจ
  • ลงทะเบียนจ่ายตรงผู้ป่วยนอก
  • ระบบยืม – คืนเวชระเบียนผู้ป่วยนอก
  • การเก็บแฟ้มเวชระเบียน
  • จัดสถานที่และระบบในการเก็บเวชระเบียนให้มีประสิทธิภาพ เป็นหมวดหมู่มีระเบียบ สะดวกในการค้นหาและป้องกันการสูญหาย                                     

สำนักงานเวชระเบียน (ห้องเบอร์ 4)


  • แก้ไขข้อมูลในเวชระเบียน
  • แก้ไขสิทธิการรักษาพยาบาล
  • ลงทะเบียนเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก
  • ลงทะเบียนเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยใน
  • ระบบขอสำเนาเวชระเบียนออนไลน์
  • ให้รหัสโรค สำหรับการ Refer
  • งานธุรการ รับ-ส่ง หนังสือราชการ
  • งานพัสดุและบำรุงรักษา
  • ใบรับรองแพทย์ประกันชีวิต
  • สำเนาเวชระเบียนเพื่อการรักษาต่อเนื่อง ประกันชีวิต และคดีความ 

ความสำคัญของเวชระเบียน

          เวชระเบียน โดยความหมายแล้ว เป็นระเบียนทางการแพทย์ คืออะไรก็ตามที่มีการบันทึกในทางการแพทย์ก็เป็นเวชระเบียนทั้งหมด งานที่ติดตามมาหลังจากมีการบันทึกจึงเป็นงานที่สำคัญยิ่งในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะการติดตามการรักษา การดูมาตรฐานการรักษา การดูประสิทธิภาพการรักษาจึงสามารถดูได้จากเวชระเบียนทั้งสิ้น ด้วยความสำคัญในลักษณะนี้ เวชระเบียนจึงเป็นหัวใจของงานการแพทย์โดยปริยาย
ภายในเล่มเวชระเบียน แต่ละเล่มมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยบันทึกรายงานทั้งหมดของแพทย์ที่ตรวจรักษาผู้ป่วย พยาบาลที่ให้การพยาบาลตามคำสั่งแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการทดลองต่าง ๆ ให้แก่ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์ รวมถึงเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาผู้ป่วยแต่ละคนแต่ละครั้ง เป็นเอกสาร ที่บันทึกข้อมูลที่สำคัญและสิ่งที่ได้ปฏิบัติงานไป เป็นข้อมูลเพื่อนำมาคิดค่าสถิติต่าง ๆ เป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานรัฐ หรือบริษัทประกันชีวิต เป็นพยานเอกสารในทางกฎหมาย

         1. ความสำคัญต่อตัวผู้ป่วย
          เวชระเบียนแต่ละเล่มของผู้ป่วยแต่ละคน คือ บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการแสดงตน และความเจ็บป่วยของผู้ป่วยนั้นอย่างละเอียดและสมบูรณ์ ในส่วนการแสดงตนจะมีรายละเอียดของชื่อ สกุล อายุ เพศ สถานภาพการสมรส เชื้อชาติ สัญชาติ บ้านเลขที่ ฯลฯ ในส่วนความเจ็บป่วยจะมีรายละเอียด เช่น ประวัติความเจ็บป่วยของผู้ป่วย อาการเจ็บป่วยในปัจจุบัน การตรวจด้วยวิธีต่าง ๆ การรักษาพยาบาลที่เคยได้รับมาแล้วจากที่ไหนบ้าง เมื่อใด ผลเป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้น เวชระเบียนแต่ละเล่มจึงเป็นบันทึกที่มีคุณค่าจำเป็นต้องได้รับการเก็บรักษา ไว้อย่างดีเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งต้องสงวนไว้เป็นความลับอย่างยิ่งอีกด้วย เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นแก่โรงพยาบาล แพทย์ ผู้ป่วย หากมีการเปิดเผยข้อความในเวชระเบียน โดยไม่ถูกต้องตามวิธีการ แม้ผู้ป่วยเองก็ไม่ควรได้มีโอกาสถือ หรืออ่านเวชระเบียนของตน นอกจากรับทราบรายละเอียด หรือข้อมูลที่จำเป็นจากแพทย์ผู้ให้การตรวจรักษาแก่ตนเท่านั้น


          2. ความสำคัญต่อผู้ให้การรักษาและบุคลากรทางการแพทย์
          เวชระเบียน คือ งานของแพทย์ โดยแพทย์ และเพื่อแพทย์ แพทย์คือผู้เริ่มงาน เวชระเบียนขึ้น โดยการเริ่มบันทึกการตรวจรักษาผู้ป่วย เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งทำการศึกษา ค้นคว้า เปรียบเทียบข้อมูลในเวชระเบียน แล้วสรุปผลเพื่อนำไปปฏิบัติ อันนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการแพทย์ตลอดมา ทำให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับงานเวชระเบียน เป็นผู้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และช่วยอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องให้แพทย์ในการทำให้เวชระเบียนสมบูรณ์ พร้อมทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้แพทย์ได้ใช้เวลาอันมีค่าในการตรวจรักษาผู้ป่วย ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทำรายงาน หรือเตรียมการสอนได้อย่างเต็มที่
ในปัจจุบันวิชาการและเทคนิคต่าง ๆ ทางการแพทย์ละเอียดลึกซึ้ง ก้าวรุดหน้า อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง เป็นเหตุให้วิชาการและงานด้านเวชระเบียนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงทั้ง ด้านบริการและเทคนิค เพื่อสามารถติดตามให้บริการแก่แพทย์ได้อย่างพอเพียง เหมาะสม และทันการ ซึ่งแพทย์เป็นผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยปรับปรุงเวชระเบียนดังกล่าวให้มี คุณภาพมากยิ่งขึ้น


          3. ความสำคัญต่อโรงพยาบาล
          เวชระเบียน คือ กระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณและคุณภาพของการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรง พยาบาล เพราะภายในเล่มเวชระเบียนแต่ละเล่มมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทรงคุณค่าต่อโรง พยาบาล กล่าวคือผู้บริหารระดับสูงสามารถทราบสถานะของการดำเนินงานทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้ โดยการประมวลข้อมูลต่าง ๆ จากเล่มเวชระเบียนเป็นสถิติตามที่ต้องการ และเปรียบเทียบกัน ทำให้ทราบว่าปริมาณของการตรวจรักษาพยาบาล และบริการมีมากน้อยเพียงใด คุณภาพของการตรวจรักษาและบริการเหล่านั้นต่ำหรือสูงกว่ามาตรฐาน หรือความจำเป็นอย่างไรบ้าง จะแก้ไขได้โดยวิธีใด ควรวางแผนระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร เป็นต้น
กรรมการผู้เชี่ยวชาญงานเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพและมาตรฐานโรงพยาบาล ทั้งหลาย เมื่อมีการตรวจมาตรฐานการตรวจรักษาพยาบาล และบริการของโรงพยาบาลใดก็ตาม จะไม่เคยละเว้นการตรวจเวชระเบียนของโรงพยาบาลนั้น ๆ เนื่องจากการพิจารณาเวชระเบียนเพียงไม่กี่เล่มก็จะสามารถทราบได้ทันทีว่าโรง พยาบาลนั้น ๆ ให้การตรวจรักษา พยาบาล และบริการผู้ป่วยได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานโรงพยาบาลที่กำหนดไว้หรือไม่


          นอกจากนี้เวชระเบียนยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสถาบัน และบุคคลอื่น ๆ อีก คือ             
              - สำหรับแพทย์และสถาบันการแพทย์อื่น ๆ
เวชระเบียน คือ ข้อมูลที่เป็นสื่อกลางช่วยเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแลรักษา พยาบาลผู้ป่วย เมื่อมีการเปลี่ยนตัวแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือสถานพยาบาลใหม่ ในกรณีนี้จำเป็นต้องมีรายงานสรุปการตรวจรักษาครั้งที่ผ่านมา โดยแพทย์ซึ่งเคยให้การตรวจรักษามาก่อน มอบให้แพทย์ผู้ซึ่งจะทำการตรวจรักษาในครั้งปัจจุบัน ใช้เป็นข้อมูลประกอบการให้การรักษาต่อ ช่วยให้การตรวจรักษาในครั้งปัจจุบันได้ผลถูกต้อง รวดเร็ว และสมบูรณ์ที่สุด หากไม่มีรายงานสรุปดังกล่าว ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาช้า ทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาโดยไม่จำเป็น


              - สำหรับนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์
เวชระเบียน คือ ข้อมูลที่สามารถนำไปประมวลเป็นข้อเท็จจริง เป็นสถิติ เป็นหลักฐานอ้างอิงในการศึกษา ค้นคว้า และทำรายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาแพทย์ เป็นคณะบุคคลที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลในเวชระเบียนตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่ นับตั้งแต่การฝึกหัดเขียนบันทึกรายงานการตรวจรักษาผู้ป่วย การฝึกสรุปรายงาน การเสนอรายงานการตรวจรักษาผู้ป่วย โดยสมบูรณ์เป็นรายบุคคล หรือกลุ่มตามเวลาที่อาจารย์แพทย์กำหนดให้ ส่วนนักศึกษาพยาบาลก็ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่บันทึกไว้ในเวชระเบียน ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับนักศึกษาแพทย์ต่างกันตรงปริมาณการใช้น้อยกว่า สำหรับนักสังคมสงเคราะห์นั้น จำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่าง ๆ ในเวชระเบียนมาประกอบในการพิจารณาให้การสงเคราะห์ผู้ป่วยให้ถูกต้อง เหมาะสม ทั้งทางสภาพของโรค และสภาวะทางครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจของผู้ป่วย
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเวชระเบียนซึ่งบุคคลทั่วไปรู้จักในรูปแบบของแฟ้มหรือเล่ม เอกสารนั้น โดยแท้จริงมีความสำคัญยิ่งต่อบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยและความ เจ็บป่วย เพราะสิ่งสำคัญหลายสิ่งที่มีการบันทึกไว้ บางสิ่งมีความสำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง จะให้ผู้อื่นทราบไม่ได้เลย


ผู้ป่วยระบบนัด

กรุณาตรวจสอบบัตรนัดของท่านว่า ท่านมาตรงตามวันนัดหรือไม่
  • ถ้าท่านมาตรงตามวันนัด ประวัติการรักษา (OPD Card) ของท่านได้รับการค้นประวัติไปรอที่หน่วยนัดแล้ว ท่านสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่หน่วยนัดตามที่ระบุในบัตรนัดได้ทันที โดยไม่ต้องติดต่อห้องบัตร
  • ถ้าท่านมาไม่ตรงตามวันนัด ประวัติการรักษา (OPD Card) ของท่านยังไม่ได้รับการค้นประวัติ กรุณารับบัตรคิวและติดต่อห้องบัตร

สิทธิของผู้ประกันตน

http://www.sso.go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/m33m39E.pdf

สิทธิประโยชน์ ประกันสังคม กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน


ประกาศคณะกรรมการแพทย์ตามพระบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๕๔ (ประกาศกรณีฉุกเฉิน)

                 เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด
                ส่วนค่าใช้จ่าย ที่เกิดเนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้อง จะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด ส่วนค่าใช้จ่าย ที่เกินอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ นับตั้งแต่เวลาที่สถานพยาบาลตามบัตรฯ ได้รับแจ้ง 

เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเบิกได้ ดังนี้

  • ผู้ป่วยนอก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำ
  • ป่วยใน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยกเว้น ค่าห้องและอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท
*** กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

จำนวนลงทะเบียนรับ Refer

  • 2555       รวม 47,193 ราย
  • ธค.55         4,028
  • พย.55         4,388
  • ตค.55         4,555
  • กย.55         4,065
  • สค.55         3,754
  • กค.55         3,917
  • มิย.55         3,705
  • พค.55         4,195
  • เมย.55        3,497
  • มีค.55         4,107
  • กพ.55         3,591
  • มค.55         3,391
                2554 (เริ่ม เดือน เมย.54) รวม  34,232 ราย
  • ธค.54         2,576
  • พย.54         3,327
  • ตค.54         3,632
  • กย.54         4,201
  • สค.54         4,235
  • กค.54         3,955
  • มิย.54         4,573
  • พค.54         3,994
  • เมย.54        3,739   
        

ข้อมูลการรักษาพยาบาล




2552
2553
2554
1
  ผู้มารับบริการทั้งหมด
608,468
679,026
683,022
2
  ผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวัน
2,504
2,761
2,811
3
  จำนวนผู้ป่วยนอก (ครั้ง)
581,707
643,302
659,567
4
  จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่ยต่อวัน
2,394
2,616
2,714
5
  จำนวนเตียง
855*
855*
855*
6
  จำนวนผู้ป่วยที่รับไว้
43,004
42,237
43,167
 
 
  ที่มา: ฝ่ายแผนงานและสารสนเทศ



ผู้ประกันตน ม. 40 ความคุ้มครองกับประกันสังคม



ความแน่นอนของชีวิตคือความไม่แน่นอน นับเป็นความจริงที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง กอปรวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมีการดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มผู้หาเช้ากินค่ำ หรือแรงงานนอกระบบซึ่งทำมาหากิน กระจัดกระจายอยู่ทุกภาคส่วนของประเทศ

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดโอกาสให้กับผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสถานประกอบการ     หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระทุกสาขาอาชีพ (แรงงานนอกระบบ) ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี  สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนกับทางสำนักงานประกันสังคมได้ โดยให้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้อง  กับจำนวนเงินสมทบที่ส่งเพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถมีหลักประกันในชีวิตหากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นกับตน
ทั้งนี้ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือกลุ่มแรงงานนอกระบบที่สนใจเข้าสู่ระบบประกันสังคมสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 40 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554  ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ ผู้แทนเครือข่าย เช่น อาสาสมัครแรงงาน (อสร.), อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) โดยเอกสารในการสมัคร ใช้สำเนาบัตรประชาชน   และกรอกแบบการขึ้นทะเบียนการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 (สปส.1-40)
ซึ่งการจ่ายเงินสมทบสามารถเลือกได้  2  ทางเลือกคือ

ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 100 บาท (ผู้ประกันตนจ่าย 70 บาท รัฐบาลอุดหนุน 30 บาท) ได้รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือ

1. กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย (การรักษาพยาบาลสามารถใช้สิทธิบัตรทอง  ได้เช่นเดิม) ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อผู้ประกันตน   ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป ได้รับเงินค่าชดเชย 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน/ปี

2. กรณีทุพพลภาพ (การรักษาพยาบาลกรณีทุพพลภาพสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้เช่นเดิม)  ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมจะให้เงินทดแทนการทุพพลภาพ  15 ปี โดยจ่ายเป็นรายเดือน

3. กรณีเสียชีวิต สำนักงานประกันสังคมจะให้เงินค่าจัดการศพ จำนวน 20,000 บาท

ทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 150 บาท (ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท รัฐบาลอุดหนุน  50 บาท) ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 และเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีบำเหน็จชราภาพอีก 1 กรณี

ทั้งนี้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตามทางเลือกที่ 2 สามารถจ่ายเงินสมทบกรณีบำเหน็จ    ชราภาพ เพิ่มขึ้นได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท สำหรับการจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จะต้องจ่ายเงินสมทบเดือนละ 1 ครั้ง และจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าได้ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน  แต่ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้
http://newzone.sso.go.th/newsdetail-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%A1.40%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87-1.aspx

บัตรทองสำหรับผู้พิการ (ท.74)

บัตรทองผู้พิการ  คือ บัตรทองที่ระบุสิทธิย่อย  ท74XXXXXXXX  หรือบัตรทองที่ระบุ     ท00XXXXXXXX (ผู้พิการซึ่งเป็นบัตรทองแบบเก่า)  จะได้รับสิทธิเพิ่มเติมสำหรับผู้พิการ  ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย

ข้อดี ของบัตรทองผู้พิการ (ท.74)1.  สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่งโดยไม่ต้องมีใบส่งต่อ
2.  สามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งในและนอกหน่วยบริการของรัฐอีกทั้งยังได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทพิการ
สิทธิของผู้พิการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า         1. สิทธิประโยชน์หลัก  ได้แก่  บริการขั้นพื้นฐานทางการแพทย์  หมายความรวมถึง  บริการส่งเสริมสุขภาพ  การควบคุมโรค  การป้องกันโรค  การตรวจ  การวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล  โดยสามารถรับบริการได้ที่  สถานีอนามัย  ศูนย์บริการสาธารณสุข  โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง และโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
         2.  สิทธิเฉพาะสำหรับผู้พิการ  ได้แก่  สิทธิได้รับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งในและนอกหน่วยบริการ  ได้แก่  กายภาพบำบัด  กิจกรรมบำบัด  การฟื้นฟูการได้ยิน  การฟื้นฟูการเห็น  การรับอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทความพิการ  และการพัฒนาศักยภาพในรูปแบบอื่นๆ

บัตรทองคนพิการ  ใช้หลักฐานอะไรบ้าง-  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี  ใช้สำเนาสูติบัตรหรือใบเกิด)
-  สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้พิการมีชื่ออยู่
-  สมุดประจำตัวผู้พิการหรือเอกสารรับรองความพิการจากหน่วยบริการ
-  กรณีพักอาศัยอยู่จริงไม่ตรงตามทะเบียนบ้านให้เพิ่มเติมสำเนาทะเบียนบ้านที่ไปพักอาศัย ซึ่งมีลายมือชื่อเจ้าของบ้านหรือหนังสือรับรองของผู้นำชุมชนรับรองว่าได้พักอาศัยอยู่จริง

กรณีมีบัตรทองเดิมอยู่แล้ว  จำเป็นต้องทำบัตรทองผู้พิการใหม่หรือไม่
            ผู้พิการที่มีบัตรทองอยู่เดิมแล้ว  ที่ไม่ได้ระบุสิทธิย่อย ท.74  ควรเข้ารับการตรวจประเมินความพิการ  ณ  หน่วยบริการของรัฐ  เพื่อให้ออกเอกสารรับรองความพิการและนำมาประกอบการลงทะเบียนทำบัตรทองผู้พิการ  เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มเติม
บัตรทองผู้พิการ (ท.74)
บัตรทองสำหรับผู้พิการ (ท.74)
บัตรทองผู้พิการ  คือ บัตรทองที่ระบุสิทธิย่อย  ท74XXXXXXXX  หรือบัตรทองที่ระบุ     ท00XXXXXXXX (ผู้พิการซึ่งเป็นบัตรทองแบบเก่า)  จะได้รับสิทธิเพิ่มเติมสำหรับผู้พิการ  ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย

ข้อดี ของบัตรทองผู้พิการ (ท.74)1.  สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่งโดยไม่ต้องมีใบส่งต่อ
2.  สามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งในและนอกหน่วยบริการของรัฐอีกทั้งยังได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทพิการ
สิทธิของผู้พิการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า         1. สิทธิประโยชน์หลัก  ได้แก่  บริการขั้นพื้นฐานทางการแพทย์  หมายความรวมถึง  บริการส่งเสริมสุขภาพ  การควบคุมโรค  การป้องกันโรค  การตรวจ  การวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล  โดยสามารถรับบริการได้ที่  สถานีอนามัย  ศูนย์บริการสาธารณสุข  โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง และโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
         2.  สิทธิเฉพาะสำหรับผู้พิการ  ได้แก่  สิทธิได้รับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งในและนอกหน่วยบริการ  ได้แก่  กายภาพบำบัด  กิจกรรมบำบัด  การฟื้นฟูการได้ยิน  การฟื้นฟูการเห็น  การรับอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทความพิการ  และการพัฒนาศักยภาพในรูปแบบอื่นๆ

บัตรทองคนพิการ  ใช้หลักฐานอะไรบ้าง-  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี  ใช้สำเนาสูติบัตรหรือใบเกิด)
-  สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้พิการมีชื่ออยู่
-  สมุดประจำตัวผู้พิการหรือเอกสารรับรองความพิการจากหน่วยบริการ
-  กรณีพักอาศัยอยู่จริงไม่ตรงตามทะเบียนบ้านให้เพิ่มเติมสำเนาทะเบียนบ้านที่ไปพักอาศัย ซึ่งมีลายมือชื่อเจ้าของบ้านหรือหนังสือรับรองของผู้นำชุมชนรับรองว่าได้พักอาศัยอยู่จริง

กรณีมีบัตรทองเดิมอยู่แล้ว  จำเป็นต้องทำบัตรทองผู้พิการใหม่หรือไม่
            ผู้พิการที่มีบัตรทองอยู่เดิมแล้ว  ที่ไม่ได้ระบุสิทธิย่อย ท.74  ควรเข้ารับการตรวจประเมินความพิการ  ณ  หน่วยบริการของรัฐ  เพื่อให้ออกเอกสารรับรองความพิการและนำมาประกอบการลงทะเบียนทำบัตรทองผู้พิการ  เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มเติม
http://www.jvkorat.go.th/newsite/index.php?option=com_content&view=article&id=15&Itemid=11

Facebook Share